นายชูพันธุ์ ชมภูจันทร์ / บัณฑิตติดเกาะ / ไม่มี / นักเรียน
ฤดูหนาวปีนี้ ลมหนาวพัดพาเอาความหนาวเย็นกระหน่ำใส่ไต้หวันมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา ในช่วงเวลาพลบค่ำที่ผู้คนพากันหลบลมหนาวอยู่ในบ้าน ฉันกับเหล่าซือและพี่น้องนักเรียนในแลปที่เพิ่งประชุมนำเสนอความก้าวหน้างานวิจัยกันเสร็จก็ออกมาล้อมวงอยู่ที่โต๊ะร้านเจียงหมู่ยา (薑母鴨:เป็ดต้มขิง) ไอร้อนจากหม้อและรสชาติเผ็ดร้อนของซุปขิงช่วยให้คลายความหนาวได้ ส่วนการล้อมวงสนทนาอย่างเป็นกันเองก็ช่วยให้คลายความเหงาได้ เหล่าซือถามฉันว่าปีนี้เรียนปริญญาเอกเข้าปีที่สี่แล้ว สรุปว่าได้อะไรมาแล้วบ้าง ฉันเริ่มตอบคำถามด้วยจำนวนผลงานทางวิชาการที่ทำลงไปและจำนวนรายวิชาที่ศึกษาตามเงื่อนไขการจบการศึกษา เหล่าซือบอกว่าสิ่งเหล่านี้เหล่าซือรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากรู้มากกว่าคือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้นับตั้งแต่เริ่มมาใช้ชีวิตที่ไต้หวันนี้ ฉันต้องใช้ความคิดทบทวนอยู่พักหนึ่งจึงตอบเหล่าซือไปว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้และมีคุณค่าที่สุดไม่ใช่งานวิจัย แต่เป็น “ทัศนคติ” ในการทำงาน เหล่าซือระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจและเอ่ยว่า ตอบได้ดีๆๆ เหล่าซือหัวเราะพลางคีบเนื้อเป็ดในหม้อที่ต้มจนเปื่อยส่งให้ฉันแล้วบอกว่าเนื้อเป็ดในหม้อนี้ถ้ากินทันทีที่พนักงานเอามาเสิร์ฟใหม่ๆ เนื้อมันจะเหนียวมากจนบางครั้งก็ฉีกกินไม่ได้ แต่ถ้าเราต้มไปเรื่อยๆ กินผัก กินลูกชิ้น กินอย่างอื่นในหม้อไปก่อน พออย่างอื่นเริ่มหมดเนื้อเป็ดก็จะเริ่มเปื่อยกินได้อร่อยกว่า เช่นเดียวกันการเรียนปริญญาเอก บางครั้งก็ต้องเคี่ยวเข็ญฝ่าฟันอุปสรรคอะไรหลายๆ อย่าง แต่เมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึงก็จะเหมือนเนื้อเป็ดที่สุกและเปื่อยพอดี พี่น้องทุกคนในแลปต่างหัวเราะร่วนไปกับวิธีการเปรียบเปรยของเหล่าซือ แต่ในห้วงเวลานั้น ฉันกลับนึกย้อนภาพกลับไปในวันที่ฉันมาถึงไต้หวันวันแรก วันที่ฉันยังเป็นเป็ดเนื้อเหนียวที่ยังไม่ถูกเคี่ยวให้เปื่อย
ฉันเรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเทศไทย ถูกส่งให้มาศึกษาต่อระดับปริญญาเอกและเป็นตัวแทนความร่วมมือทางวิชาการกับสาขาวิชาอนุรักษ์ดินและน้ำ (Soil and Water Conservation) มหาวิทยาลัยแห่งชาติจงชิง (NCHU) ก่อนที่จะมาศึกษาต่อที่ไต้หวันฉันแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับไต้หวันเลย ในวันแรกที่มาถึงฉันรู้คำศัพท์แค่สวัสดี (你好) ขอบคุณ (謝謝) และนับเลขได้แค่ 1-10 การที่ฉันไม่รู้ภาษาจีนมาก่อนก็ทำให้เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตช่วงแรกพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าภายในแลปจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับเหล่าซือได้ก็ตาม แต่หลายสิ่งหลายอย่างภายนอกแลปล้วนแต่ใช้ภาษาจีนในการสื่อสารเกือบทั้งสิ้น ช่วงปีแรกฉันต้องลงทะเบียนเรียนวิชาในชั้นเรียนซึ่งบางวิชาก็ไม่มีการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษเลย แม้แต่คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการก็ยังแปลเป็นภาษาจีนทุกคำ ซึ่งเหล่าซือหลายท่านก็เข้าใจและใช้วิธีมอบหมายงานเพิ่มเติมหรือคอยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษเสริมให้ฉันนอกเวลา นอกจากนี้ฉันต้องเข้าเรียนภาษาจีนเสริมตั้งแต่ระดับพื้นฐานอีกด้วย ทำให้ช่วงเวลาในปีแรกของฉันหมดไปกับการปูพื้นฐานความรู้ในชั้นเรียน ฝึกทักษะภาษาจีน และปรับตัวใช้ชีวิตในไต้หวัน กระนั้น ฉันรู้สึกว่าชีวิตของฉันในไต้หวันผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเพราะความโชคดีสามประการ หนึ่งคือมีเหล่าซือที่ดี สองคือมีพี่น้องในแลปที่ดี และสามคือมีพี่น้องนักเรียนไทยใน ม.จงชิง ที่ดี
เหล่าซือของฉันอยู่ในวัยใกล้เกษียนแล้ว แต่ยังมีพลังในการทำงานที่เหลือล้น เหล่าซือมีความห่วงใยและใส่ใจดูแลนักเรียนในแลปอยู่อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าการทำงานวิจัยในแลปอาจจะมีความเครียดบ่อยครั้ง ต้องอยู่แลปจนดึกดื่นเป็นประจำ รู้สึกเหนื่อยล้าและกดดันบ้างในบางเวลา แต่ด้วยความเป็นกันเองของเหล่าซือ ทำให้บรรยากาศในห้องแลปมีความรู้สึกเป็นเหมือนบ้านและครอบครัวมากกว่าโรงงานหรือบริษัท พี่น้องในแลปและเหล่าซือมักจะออกไปซื้อข้าวมานั่งกินด้วยกันที่แลปเป็นประจำ มื้อเย็นบางวันเหล่าซือก็ชวนทุกคนในแลปออกไปกินหั่วกวอ (火鍋:หม้อไฟ) บางคืนเหล่าซือก็จะเรียกไปนั่งจิบน้ำชาคุยกันเรื่องสัพเพเหระ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกลดความกังวลจากการต้องปรับตัวใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมใหม่ นอกจากนี้ หลายครั้งเหล่าซือจะพาฉันลงสำรวจพื้นที่ภาคสนามด้วยกัน ทำให้ฉันพบว่าเกาะเล็กๆ แห่งนี้ประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่สม่ำเสมอโดยเฉพาะบนภูเขาและพื้นที่ลาดชัน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม พายุไต้ฝุ่น ซึ่งการจัดการรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้เป็นหน้าที่ของสำนักอนุรักษ์ดินและน้ำ (Soil and Water Conservation Bureau) หลายคนมักจะเห็นว่าฉันมีโอกาสได้เดินทางตระเวนไปทั่วเกาะ แต่นั่นไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยว เกือบทุกที่ที่ฉันไปล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยหรือพื้นที่ที่ต้องได้รับการฟื้นฟูจากภัยพิบัติทั้งสิ้น แต่การที่ได้ออกไปเห็นวิธีการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากพื้นที่จริง ทำให้ฉันเข้าใจและมองเห็นภาพชัดเจนกว่านั่งเรียนในชั้นเรียนหรือศึกษาจากตำรา รวมทั้งสามารถตั้งโจทย์สำหรับทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อีกด้วย สิ่งหนึ่งที่ฉันประทับใจมากๆ ก็คือเหล่าซือสามารถตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้มองงานวิจัยให้รอบด้านจากหลากหลายมุมมอง หลายครั้งที่ฉันพบว่าแม้กระทั่งงานวิจัยที่ฉันคิดว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ก็ยังมีมุมบางมุมที่เหล่าซือมองเห็นแล้วตั้งคำถามจนพบจุดอ่อนของงานจนได้ และในทางตรงกันข้ามงานวิจัยบางชิ้นที่ฉันมองว่าไร้ซึ่งคุณค่าทางวิชาการแต่เหล่าซือก็สามารถหมุนเปลี่ยนมุมมองจนพบคำตอบที่เกิดคุณประโยชน์มหาศาลได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้เหล่าซือยังเป็นพหูสูตรผู้มีองค์ความรู้รอบด้าน ทำให้การทำงานกับเหล่าซือต้องเหนื่อยกับการทำความเข้าใจศาสตร์รอบด้านไปด้วย แต่ในอีกมุมหนึ่ง นั่นคือการเปิดโลกทัศน์ของฉันสู่จักรวาลแห่งการเรียนรู้ได้อย่างไม่สิ้นสุด
ฉันมีคู่หูประจำแลปคนหนึ่งที่เข้าเรียนปริญญาเอกพร้อมกัน ชื่อ หลินเจิ้งโย่ว แต่ทุกคนที่แลปชอบเรียกฉายาว่า เหล่าเหริน (老人:ไอ้เฒ่า) ช่วงแรกๆ ฉันพูดภาษาจีนไม่ได้ เหล่าเหรินก็ใช้ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง แต่เมื่อต้องทำแลปร่วมกันเหล่าเหรินก็ต้องหัดพูดภาษาอังกฤษกับฉัน ส่วนฉันก็ต้องฝึกเรียนภาษาจีนจากเหล่าเหรินเช่นกัน จากที่ช่วงแรกๆ ต้องคุยไปด้วยกดหาคำศัพท์ในดิกชันนารีไปด้วย จนกระทั่งทุกวันนี้ฉันกับเหล่าเหรินสามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษาจีนปนอังกฤษกันอย่างคล่องแคล่ว เหล่าเหรินเรียนจบปริญญาตรี-โท และเรียนต่อปริญญาเอกต่อเนื่องในสาขาเดียวกัน เหล่าเหรินจึงมีองค์ความรู้ในด้านอนุรักษ์ดินและน้ำค่อนข้างมาก ส่วนฉันมีเครื่องมือและวิธีการในการทำวิจัยที่หลากหลาย ดังนั้นการทำวิจัยในแลป ฉันกับเหล่าเหรินจึงเป็นส่วนที่เติมเต็มความรู้ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้เราทั้งสองก็ยังช่วยกันทำหน้าที่ดูแลและให้คำปรึกษางานวิจัยแก่รุ่นน้องปริญญาโทในแลปอีกด้วย ส่วนการใช้ชีวิตภายนอกแลปนั้นฉันได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับไต้หวันจากเหล่าเหริน ช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันสนุกที่สุดก็คือวันหยุดยาวช่วงตรุษจีน ฉันได้ไปเที่ยวบ้านเกิดของเหล่าเหรินที่เมืองจีหลง พวกเราขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวลัดเลาะชายฝั่งทะเลทางตอนเหนือของเกาะและขึ้นไปถึงหมู่บ้านจิ่วเฟิ่น รวมทั้งได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดพ่อแม่ของเหล่าเหรินที่เมืองอี๋หลาน ได้เห็นประเพณีการไหว้เจ้าและการเฉลิมฉลองต่างๆ ได้เล่นไพ่นกกระจอกกันจนถึงเช้า ส่วนเหล่าเหรินเองก็ชอบติดสอยห้อยตามฉันไปตลอดเมื่อฉันมีกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำร่วมกับพี่น้องนักเรียนไทย แล้ววันหนึ่งเมื่อพวกเรามีโอกาสไปนำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมทางวิชาการที่ประเทศไทย ฉันก็ได้พาเหล่าเหรินขับรถตระเวนเที่ยวจากทะเลฝั่งอ่าวไทยขึ้นไปถึงยอดเขาที่จังหวัดเชียงรายบ้านเกิดของฉัน สิ่งหนึ่งที่เหล่าเหรินติดใจมากที่สุดก็คือรสชาติของผัดกะเพรา ต้มยำกุ้ง และอาหารไทยอีกหลายชนิด
กลุ่มนักเรียนไทยเป็นกลุ่มนักเรียนต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดใน ม.จงชิง ในช่วงปีที่ 2 และ 3 ของการเรียนปริญญาเอก ฉันได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ประธานนักเรียนไทย ม.จงชิง พวกเรามีกิจกรรมร่วมกันอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะกิจกรรมวันเฉลิมพระชนม์พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมหลักที่ทำให้พวกเราได้มีโอกาสแสดงออกถึงความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระองค์ท่าน และนับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ฉันได้มีโอกาสขึ้นกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ฉันเคยสงสัยว่าทำไม ม.จงชิงถึงได้สนับสนุนให้จัดกิจกรรมนี้ให้กับกลุ่มนักเรียนไทยมาโดยตลอด ภายหลังฉันจึงได้ทราบว่าแท้จริงแล้วเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนทาง ม.จงชิงได้รับความช่วยเหลือจากโครงการหลวงของไทย มีการส่งอาจารย์และนักเรียนจาก ม.จงชิงเข้ารับการฝึกอบรมและศึกษาความรู้จากโครงการหลวงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งทางมูลนิธิโครงการหลวงก็ได้ให้การสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง ม.จงชิงและมหาวิทยาลัยของไทยหลายแห่ง อาทิ ม.แม่โจ้ ม.เชียงใหม่ ม.เกษตรศาสตร์ จนทำให้เกิดความก้าวหน้าและการพัฒนางานด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศตราบจนทุกวันนี้ ด้วยสายสัมพันธ์นี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันและนักเรียนไทยอีกหลายคนได้รับทุนการศึกษาจาก ม.จงชิง ฉันจึงปลาบปลื้มใจทุกครั้งที่เห็นพี่น้องนักเรียนไทยหลายคนที่จบการศึกษาจาก ม.จงชิง ได้มีโอกาสกลับไปทำงานให้กับโครงการหลวงหรืองานเกี่ยวกับการเกษตรที่ไทย ปัจจุบันนี้ ม.จงชิงได้ขยายความร่วมมือไปยังอีกหลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และมีการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักวิจัยและคณาจารย์อย่างสม่ำเสมอ ประหนึ่งว่าต้นกล้าสายใยแห่งความสัมพันธ์เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนั้นได้เติบใหญ่แตกกิ่งก้านแผ่กระจายและหยั่งรากลึกแห่งความผูกพันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ฉันสังเกตเห็นเสมอว่ารุ่นน้องที่มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ ม.จงชิง เมื่อมาถึงใหม่ๆ หลายคนจะรู้สึกเหงา เคว้งคว้าง ว้าเหว่ สื่อสารภาษาจีนก็ไม่ได้ อยากกลับไทยให้เร็วที่สุด แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับไทยต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเสียดายไม่อยากกลับ อยากอยู่ต่อให้นานกว่านี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าประทับใจความมีน้ำใจของคนไต้หวัน อาหารไต้หวันที่แสนอร่อย การคมนาคมสะดวก ภูมิประเทศสวยงาม แหล่งท่องเที่ยวมากมาย รวมทั้งประทับใจที่มีรุ่นพี่นักเรียนไทยคอยช่วยเหลือน้องๆ อยู่เสมอ ทุกวันนี้ฉันเห็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเหล่านั้นกลับมาเที่ยวไต้หวันบ้าง และกลับมาเรียนต่อปริญญาโท-เอกที่นี่ก็หลายคน
ชีวิตของการศึกษาระดับปริญญาเอก ความยากลำบากที่สุดไม่ใช่การเรียนแต่เป็นการทำวิจัยและการเขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ดังนั้นจึงจะเห็นว่านักเรียนปริญญาเอกหลายคนแทบไม่ได้เจอหน้ากันเลย บางคนอยู่แลปห้องตรงข้ามกันหรืออยู่บ้านเช่าหลังเดียวกันแต่กลับแทบไม่มีโอกาสได้คุยกันก็มี หลายคนจะมีความรู้สึกเครียด กดดัน ท้อถอยและผิดหวังเมื่อผลแลปไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการหรือเมื่อบทความวิจัยถูกปฏิเสธไม่ได้รับการตีพิมพ์ ฉันเคยเห็นเหล่าเหรินตกอยู่ภายใต้สภาวะผิดหวังถึงขีดสุดเมื่อบทความวิจัยถูกตีกลับ เราสองคนและเหล่าซือทะเลาะกันหนักมากเมื่อถกเถียงกันถึงหลักวิชาการในบทความดังกล่าวถึงขั้นที่ว่าเหล่าเหรินเอ่ยปากจะลาออกจากการเรียนปริญญาเอก แต่สุดท้ายแล้วเมื่อปรับความเข้าใจกันได้เหล่าเหรินก็เริ่มต้นเดินหน้าศึกษาวิจัยในเรื่องใหม่ต่อไป แต่ทว่าต่อมาไม่นานฉันเองก็เดินมาถึงทางตันเช่นกัน เมื่อพบว่างานวิจัยชิ้นแรกที่ทุ่มพลังสมองนานนับปีในการค้นคว้ามีจุดบกพร่องในเชิงทฤษฎีอย่างไม่น่าให้อภัยซึ่งอาจส่งผลให้งานที่เหลือเกือบทั้งหมดเกิดความผิดพลาดได้ ช่วงเวลานั้นฉันรู้สึกเคว้งคว้างว่างเปล่าอยู่หลายวัน ฉันคว้าเป้หนึ่งใบยัดเสื้อผ้าใส่แล้วหนีหน้าหายตัวจากแลปสามวัน ไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ไทเปในสภาพเหมือนคนไร้วิญญาณ พอกลับมาที่แลปฉันคาดว่าคงจะโดนเหล่าซือด่าที่หายไปไม่บอกกล่าวไม่มารายงานความก้าวหน้างานวิจัย แต่เหล่าซือกลับเรียกฉันไปจิบน้ำชาแล้วไม่พูดอะไรเลย เพียงเอ่ยสั้นๆ คำเดียวว่า เจียโหยว (加油:สู้ๆ) แต่เป็นคำเดียวที่ทรงพลังและทำให้ฉันฮึดสู้ทำวิจัยเรื่องใหม่ต่อไป และในวันที่ฉันล้มเหลวกับงานวิจัย ฉันได้มองไปรอบตัวก็เห็นพี่น้องนักเรียนไทยอีกหลายคนสะดุดล้มในงานวิจัยของตนเองเช่นกัน บางคนอาจจะเหนื่อยและเจ็บปวดยิ่งกว่าเพราะไม่ได้มีเพียงอุปสรรคจากการทำวิจัยอย่างเดียวแต่ต้องเผชิญกับสารพัดปัญหาถาโถมเข้าใส่ บางคนประสบอุบัติเหตุหรือป่วยหนักจนต้องพักรักษาตัวหลายเดือน บางคนไม่จบการศึกษาตามกำหนดจนโดนตัดทุนต้องออกไปหารายได้พิเศษเพื่อความอยู่รอด บางคนก็ทุ่มเวลาให้กับงานวิจัยจนถึงขั้นทะเลาะและแยกทางกับคนรักที่เมืองไทย มีบ้างบางคนที่ท้อถอยและตัดสินใจเลิกเรียนแล้วกลับไทย ฉันได้เห็นและเข้าใจว่าความล้มเหลวที่ฉันเจอเป็นเพียงเรื่องปกติที่หลายต่อหลายคนก็เจอเช่นกัน ฉันจึงปล่อยวางความรู้สึกท้อแท้ไว้ข้างหลังและตัดสินใจก้าวไปข้างหน้า พัฒนาหัวข้อวิจัยขึ้นมาใหม่
ปีนี้เป็นปีที่สี่ของการเรียนปริญญาเอกของฉันแล้ว แม้ว่าฉันอาจจะยังไม่จบการศึกษาในปีนี้ แต่ความก้าวหน้าในงานวิจัยหัวข้อใหม่ของฉันก็พอจะประเมินความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ได้ หนทางสำเร็จการศึกษาอาจจะดูอีกยาวไกลแต่ในมุมมองของฉันนั้นระยะทางไม่สำคัญเท่ากับการได้เรียนรู้อะไรมากมาย และที่สำคัญคือ “ทัศนคติ” ในการทำงาน ฉันได้ฝึกภาษาจีนเพื่อจะได้สื่อสารสร้างความสัมพันธ์กับคนในแลปและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ฉันสามารถค้นคว้าและอ่านบทความวิจัยนับร้อยนับพันด้วยตนเองเพื่อจะได้ค้นหาโจทย์วิจัยและอภิปรายปัญหากับเหล่าซือได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ฉันมองว่ามีคุณค่ากว่าคะแนนสอบหรือบทความวิจัย รวมทั้งอุปสรรคที่ผ่านมาก็ได้หล่อหลอมให้ฉันมีความเข้มแข็งในการรับมือกับปัญหาและมีความรอบคอบระมัดระวังในการทำงานมากขึ้น ฉันและพี่น้องนักเรียนไทยอีกหลายคนต่างก็คอยเป็นกำลังใจให้แก่กันและกัน แม้ว่าพวกเราจะศึกษาหาความรู้และทำวิจัยเฉพาะทางกันคนละสาขาวิชาแตกต่างกันไป อาทิ งานปรับปรุงพันธุ์ข้าว งานวิจัยโรคมาเลเรีย งานวิจัยพลังงานชีวมวล งานพัฒนาเซลพลังงานแสงอาทิตย์ งานพัฒนาหุ่นยนต์และระบบควบคุม แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเราทุกคนต่างก็หวังว่าผลสำเร็จจากงานวิจัยไม่เพียงแต่จะสร้างผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการให้แก่มหาวิทยาลัย แต่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศทั้งไทยและไต้หวันอีกด้วย ฉันสัญญากับเหล่าเหรินและพี่น้องนักเรียนไทยอีกหลายคนไว้ว่า วันใดที่จบการศึกษาพร้อมกัน จะไป หวนเต่า (環島:เดินทางรอบเกาะ) ฉลองจบการศึกษาด้วยกัน ส่วนพี่น้องในแลปก็เฝ้ารอวันที่ฉันสำเร็จการศึกษาเพื่อจะได้มีโอกาสให้ฉันพาเที่ยวประเทศไทย หวังว่าวันที่ฉันสำเร็จการศึกษาจะมาถึงในเร็ววันนี้